สิรีน พร้อพเพอร์ตี้ ผู้พัฒนาโครงการ พลัส เพชรเกษม เปิดตัว “นวัตกรรมคอนโดสู้น้ำท่วม” ครั้งแรกของประเทศไทย ตอบ
โจทย์การอยู่อาศัยในพื้นที่ที่เผชิญความเสี่ยงจากอุทกภัย ด้วยแนวคิดการออกแบบอาคารที่ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย
การใช้งานได้จริง และการการฟื้นตัวหลังเกิดน้ำท่วมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกสถานการณ์

Screenshot
Screenshot
Screenshot
Screenshot

จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่เมื่อปี 2568 ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชนและที่อยู่อาศัย ทำ
ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดเดิม และออกแบบให้สามารถรับมือกับ
ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

สิรีน พร้อพเพอร์ตี้ จึงได้พัฒนาแนวคิด คอนโดสู้น้ำท่วม สำหรับโครงการ พลัส เพชรเกษม ที่ผ่านการออกแบบและคัดเลือก
องค์ประกอบของอาคารเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างเป็นระบบ อาทิ แผงกั้นน้ำทางเข้าโครงการ, รั้วกันน้ำรอบโครงการสูงถึง 2 เมตร, วาล์วกั้นน้ำย้อนและเครื่องสูบน้ำสำรอง, การยกระดับพื้นที่ส่วนกลางและโครงสร้างสำคัญของอาคาร,
การออกแบบระบบไฟฟ้าและระบบวิศวกรรมให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง, การจัดเตรียมห้องอเนกประสงค์สำหรับพักพิง
ชั่วคราว พื้นที่จอดรถในอาคารเพื่อป้องกันปัญหารถจมน้ำ, ระบบสื่อสารสำรอง รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน
เช่น เรือท้องแบน สำหรับการอพยพเมื่อเกิดเหตุจำเป็น

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยในประเทศไทย ภายใต้หลักการ Safety (ความปลอดภัย), Resilience (ความสามารถในการฟูให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดวิกฤต),
Disaster Protection (การป้องกันภัยพิบัติ) และ Long-term Value(มูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว) ทั้งหมดนี้ไม่เพียงตอบโจทย์
การอยู่อาศัยในปัจจุบัน แต่ยังสร้างความมั่นใจและมูลค่าการลงทุนในอนาคต

การเปิดตัว “นวัตกรรมคอนโดสู้น้ำท่วม” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่แสดงให้เห็นว่าการ
ออกแบบอาคารสามารถก้าวไปไกลกว่าความสวยงาม ด้วยการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความพร้อมในการ
รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์
พลัส คอนโด หาดใหญ่ พร้อมเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่อยู่อาศัยยุคใหม่ ที่ไม่ได้เพียงสร้างที่พักอาศัย แต่สร้าง “ความอุ่นใจ” และ “ความพร้อม” สำหรับอนาคตของคนหาดใหญ่และประเทศไทย

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

MEGA HALAL Bangkok 2026 เปิดประตูธุรกิจฮาลาลไทยสู่เวทีการค้าระดับโลกยกทัพผู้ร่วมแสดงสินค้าฮาลาลชั้นนำกว่า 200 รายจากทั่วเอเชียพร้อมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ สัมมนาเข้มข้น 3 วันเต็ม และแคมเปญสนับสนุนผู้ซื้อสุดเอ็กซ์คลูซีฟหาดใหญ่, สงขลา – 30 มิถุนายน 2569 – บริษัท คอมเอเชีย จำกัด (Comasia Limited) จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “MEGA HALAL Bangkok 2026” ภายใต้แนวคิด “A Major International Sourcing Exhibition Dedicated to the Halal Market” โดยจัดขึ้น ณ โรงแรมเซาท์เทิร์น แอร์พอร์ต อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับเกียรติจากคุณฉัตร์สุดา ชุมแสง พาณิชย์จังหวัดสงขลาให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ร่วมแสดงสินค้าจากนานาชาติ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเพื่อรับฟังทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของงานแสดงสินค้าครั้งนี้งาน MEGA HALAL Bangkok 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ โดยจะรวบรวมผู้ประกอบการฮาลาลชั้นนำกว่า 200 รายจากทั่วภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อจัดแสดงสินค้าและบริการฮาลาลคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของตลาดฮาลาลโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดไฮไลต์สำคัญภายในงาน:มหกรรมสินค้าฮาลาลครบวงจร: ครอบคลุมตั้งแต่ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยวและการบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim-Friendly Tourism) ไปจนถึงเทคโนโลยีและโซลูชันที่ช่วยยกระดับห่วงโซ่อุปทานฮาลาลโปรแกรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching Program): แพลตฟอร์มเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ ฮาลาลในการเจรจาการค้าและสร้างพันธมิตรโดยตรงกับผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีศักยภาพสูงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติงานสัมมนาวิชาการ 3 วันเต็ม: พบกับผู้เชี่ยวชาญและผู้นำในอุตสาหกรรมจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และสถาบันการศึกษา ที่จะมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ในหัวข้อ ระบบการเงินอิสลาม, การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในระบบโลจิสติกส์ฮาลาล, นวัตกรรมอาหาร และแนวโน้มของตลาดแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ซื้อ (Premium Buyer Sponsorship Campaigns)จากกระแสตอบรับการลงทะเบียนล่วงหน้าที่ยอดเยี่ยมทะลุเป้าและทำลายสถิติจากครั้งที่ผ่านมา ผู้จัดงานจึงได้มอบสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนผู้ซื้ออย่างตรงจุด ดังนี้:แคมเปญสำหรับผู้ซื้อชาวไทย: สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ซื้อจากภูมิภาคภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศไทย รับสิทธิ์ที่พักโรงแรมฟรี 1 คืน พร้อมบริการอาหารกลางวันแคมเปญสำหรับผู้ซื้อต่างประเทศ: ออกแบบมาเพื่อดึงดูดผู้ซื้อจากนอกประเทศไทย โดยมอบสิทธิ์ที่พักโรงแรมฟรี 2 คืน หรือเงินสนับสนุน (Subsidy) จำนวน 200 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงการค้าระดับโลกวิสัยทัศน์จากผู้นำอุตสาหกรรมมร. จาเวด ข่าน (Mr. Javed Khan) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท คอมเอเชีย จำกัด ได้นำเสนอภาพรวมของงานพร้อมเน้นย้ำถึงศักยภาพอันมหาศาลของประเทศไทยว่า “ประเทศไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งในฐานะฐานการผลิตสินค้าฮาลาลที่มีคุณภาพระดับโลก งานแสดงสินค้าในครั้งนี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการนำพาธุรกิจไทยและเอเชียเข้าสู่เครือข่ายการค้าโลกที่สร้างผลกำไร ผ่านระบบการจับคู่ธุรกิจที่มีโครงสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ”นายมารุต เมฆลอย นายกสมาคมการค้านักธุรกิจไทยมุสลิม (TMTA) ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับโอกาสในตลาดต่างประเทศว่า “อุตสาหกรรมฮาลาลขยายตัวไปไกลกว่าแค่เรื่องของหลักศาสนา แต่เป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เติบโตสูง บนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล โอกาสของประเทศไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดมุสลิมทั่วโลกนั้นไร้ขีดจำกัด”งาน MEGA HALAL Bangkok 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการไทยและกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สู่สปอตไลต์ของเศรษฐกิจโลก เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของไทยจะสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดและการรับรองมาตรฐานคุณภาพในระดับสากลขอเชิญชวนผู้บริหารในอุตสาหกรรม ผู้ซื้อ และผู้ประกอบการ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าชั้นนำในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ www.megahalal-bangkok.comเกี่ยวกับ MEGA HALAL Bangkok 2026MEGA HALAL Bangkok 2026 คือ งานแสดงสินค้าฮาลาลและแพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจระดับนานาชาติ ที่มุ่งมั่นเชื่อมโย ผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วเอเชียและตลาดโลก เพื่อผลักดันสินค้า บริการ และโซลูชันฮาลาลคุณภาพสู่เวทีการค้าระดับสากล

⚡️กฟผ. แจงวาทกรรม “เสือนอนกิน” ย้ำบทบาทรัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการตามนโยบายรัฐ มิได้มุ่งแสวงหากำไร.📢 นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่า กฟผ. เป็นเสือนอนกิน ผลิตไฟเองเพียง 29% แต่เป็นคนกลางรับซื้อไฟเอกชน 71% มาขายต่อจนมีกำไรปีละนับหมื่นล้านบาท กฟผ. ควรลดราคาให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟของประชาชนลดลงด้วยนั้น.✅ ข้อเท็จจริงที่ กฟผ. ขอชี้แจงกฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจด้านกิจการพลังงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องดำเนินงานผลิตและรับซื้อไฟฟ้าตามนโยบายและการกำกับของหน่วยงานภาครัฐ มิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน เพียงแค่ให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการลงทุนและดำเนินกิจการโดยไม่เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะเท่านั้น อีกทั้งยังมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำกับควบคุมผลตอบแทนการลงทุน (ROIC) ของ กฟผ. อย่างเคร่งครัด.💡 โครงสร้างรายได้ของ กฟผ.หากพิจารณาองค์ประกอบค่าไฟฟ้าซึ่งกำหนดโดย กกพ. พบว่า รายได้ของ กฟผ. มีเพียง👉 ค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า กฟผ. ในอัตรา 0.22 บาทต่อหน่วยขายปลีก👉 ค่าระบบส่ง กฟผ. ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วยขายปลีก.ซึ่งเป็นอัตราเดิมตามโครงสร้างค่าไฟฟ้า ปี 2558 ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดส่วนค่าซื้อไฟฟ้าเอกชนและต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดนั้น กฟผ. เป็นเพียงผู้รับซื้อไฟฟ้าตามราคาที่รัฐกำหนดและดำเนินการตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าฯ เท่านั้น ไม่มีการบวกกำไรเพิ่มแต่อย่างใดนอกจากนี้ กฟผ. ยังคงแบกรับภาระค่า Ft ค้างรับสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 35,928 ล้านบาท.💰 กำไรของ กฟผ. นำไปใช้ประโยชน์อะไร?กำไรของ กฟผ. ได้รับการจัดสรรตามระเบียบ สคร. เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ โดยแบ่งเป็น1️⃣ นำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดิน — กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ติดอันดับเป็น 1 ใน 5 หน่วยงานที่นำส่งรายได้แผ่นดินมากที่สุด2️⃣ นำไปลงทุนในระบบไฟฟ้า ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งไฟฟ้าของประเทศ เสริมความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล.นอกจากนี้ กรณี กฟผ. มีผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่าที่ กกพ. กำหนด กฟผ. ต้องนำกำไรส่วนเกินส่งคืนรัฐ (Claw Back) โดย กกพ. มีมติให้นำเงินดังกล่าวมาใช้บริหารค่าไฟฟ้า (ค่า Ft) เพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าของประชาชนต่อไป.🔌 ค่าไฟฟ้าสาธารณะส่วนค่าไฟฟ้าสาธารณะซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้น ปัจจุบัน กกพ. อยู่ระหว่างเร่งรัดการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) ติดตั้งมิเตอร์เพื่อวัดการใช้ไฟฟ้าให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม กฟผ. พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อทบทวนแนวทางการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน.”กฟผ. ตระหนักดีว่า กฟผ. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจึงมิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน โดยราคาค่าไฟฟ้าและกำไรของ กฟผ. ถูกกำกับโดย กกพ. ให้มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนและบริหารกิจการเท่านั้น และต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ กฟผ. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งประเทศ”.