. วันนี้ (6 มิถุนายน 2568) จังหวัดสงขลา นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวันทะเลโลก (World Ocean Day) ประจำปี 2568 ภายใต้ธีม “WONDER – Sustaining What Sustains Us (ดูแลทะเลที่หล่อเลี้ยงเรา)” ณ บริเวณชายหาดสมิหลา (หน้ารูปปั้นนางเงือก) ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยมีนายจตุรเทพ โควินทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา ผู้แทนทัพเรือภาคที่ 2 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

. นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้กล่าวชื่นชมการจัดกิจกรรมของสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของทะเลและมหาสมุทรในฐานะแหล่งทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิต ทั้งในด้านอาหาร เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และระบบนิเวศ อย่างไรก็ตาม มนุษย์กลับใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้โดยขาดความยั่งยืน จนนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล เช่น ขยะทะเล การกัดเซาะชายฝั่ง การสูญเสียสัตว์ทะเลหายาก น้ำมันรั่วไหล และปะการังฟอกขาว ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

. รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เน้นย้ำว่าการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การลดใช้พลาสติก ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะในวันทะเลโลกเท่านั้น หากแต่ต้องดำเนินไปอย่างยั่งยืน เพื่อให้ท้องทะเลและชายฝั่งของไทยกลับมาอุดมสมบูรณ์ และเป็นมรดกธรรมชาติที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

จากนั้นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้นำผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกันปล่อยเต่าลงทะเล จำนวน 15 ตัว และปล่อยปูม้า จำนวน 10 ล้านตัว ก่อนร่วมกันเก็บขยะบริเวณชายหาด คัดแยกประเภทขยะ ชั่งน้ำหนัก และบันทึกข้อมูลขยะเป็นอันเสร็จพิธี

พลอยทิพย์ เชื้อหมื่น/ข่าว-ภาพ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.