วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคิงส์ตัน ชั้น 5 เฟส 3 โรงแรมคริสตัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว นายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “นโยบายสาธารณะเพื่อภาคใต้แห่งความสุข” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำเสนอ “20 ปี กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อภาคใต้แห่งความสุข”
​ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายในภาคใต้ มีการกำหนดเป้าหมาย “ภาคใต้แห่งความสุข” การจะทำให้บรรลุเป้าหมายภาคใต้แห่งความสุขนั้น ต้องทำให้เกิดความมั่นคง 4 เรื่อง คือ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางสุขภาพ ความมั่นคงทางมนุษย์ และความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเด็นการขับเคลื่อนทั้ง 4 เรื่องดังกล่าว มีความสอดคล้องและตรงกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Strategic Objective :SOs) 5 ด้าน คือ SO1 สร้างความมั่นคงด้านอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อความอยู่ดีมีสุข SO2 สร้างความเชี่ยวชาญและบริการทางสุขภาพและการแพทย์ระดับโลก SO3 สร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสองคาบสมุทร SO4 สร้างสังคมพหุวัฒนธรรมและวิถีสุวรรณภูมิสู่ความยั่งยืน และ SO5 ยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยว
การจัดงานเวทีนโยบาย “การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อภาคใต้แห่งความสุข” จัดขึ้นเพื่อตอบโจทย์สำคัญ คือ ศักยภาพของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะช่วยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืนได้อย่างไร? การจัดเวทีครั้งนี้ จะมีการ
​- รวบรวม องค์ความรู้ ผลงานวิจัย นวัตกรรม จากการดําเนินงานตามยุทธศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Strategic Objective :SOs) ทั้ง 5 ด้าน และนํามาสู่การออกแบบร่วมกัน ในการยกระดับขยายผลเชิงระบบและเชิงนโยบาย ผู้เข้าร่วมเวทีครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประธานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน (Strategic Objective : SOs) ประธาน Taskforce เลขาคณะทำงาน คณบดี ผู้อํานวยการ อาจารย์ บุคลากรที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัย และตัวแทนแกนนําภาคีครือข่ายสร้างสุขภาคใต้ ที่ขับเคลื่อนงานทั้ง 4 ประเด็นความมั่นคง จำนวน 120 คน
​กิจกรรมในงานประกอบด้วย การปาฐกถา บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โดยศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว นายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายกสภามหาวิทยาลัย การนำเสนอพัฒนาการของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อภาคใต้แห่งความสุข ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
การเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน เช่น ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข นางพรรณทิพา รัตนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคใต้ นายไมตรี จงไกรจักร กรรมการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท และ ดร.สินาด ตรีวรรณไชย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินการเสวนาโดย ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ในภาคบ่ายมีการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็น เพื่อออกแบบนำผลงานวิจัย ชุดความรู้ นวัตกรรม สู่การกำหนดนโยบายสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย ใน 5 ด้าน ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน (Strategic Objective :SOs) จำนวน 5 กลุ่ม คือความมั่นคงทางอาหาร : สร้างความมั่นคงด้านอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อความอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงทางสุขภาพ: สร้างความเชี่ยวชาญและบริการทางสุขภาพ และการแพทย์ระดับโลก ความมั่นคงทางทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม: สร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสองคาบสมุทร ความมั่นคงทางมนุษย์: สร้างสังคมพหุวัฒนธรรมและวิถีสุวรรณภูมิสู่ความยั่งยืนและ ยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการ ท่องเที่ยว

Screenshot

​ผลการจัดเวทีในครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้เกิดกระบวนการการนำผลงานวิจัย ชุดความรู้ ขยับในเชิงนโยบาย และเชื่อมร้อยเครือข่ายระหว่างนักวิชาการมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนากลไกหนุนเสริมในการขยับงานเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์แห่งคุณค่า เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.