26 กรกฎาคม 2568 ณ หอประชุมขาวทอง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มท.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 และเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 โดยมีนางสาวสุภาพร กำเนิดผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายพงศ์พยัคฆ์ ศรียา รองอธิบดีกรมป่าไม้ ร่วมในพิธี มีนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวรายงาน พร้อมนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ นักเรียน นักศึกษา และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการให้ความรู้ และการส่งมอบกล้าไม้กว่า 7,000 ต้น ได้แก่ ต้นกันเกรา ทองอุไร ทรงบาดาล ขี้เหล็กบ้าน และมะขามยักษ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์เพาะพันธุ์ไม้สงขลา ส่งมอบผ่านนายอำเภอทั้ง 16 อำเภอ เพื่อนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเองพร้อมกันในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 จากนั้นทางคณะได้ร่วมกันปลูกต้นไม้บริเวณเขาคูหา ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี และในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จะมีการหว่านเมล็ดมะขามยักษ์จำนวน 5,000 เมล็ด และปลูกซ่อมในพื้นที่ที่ต้นไม้ตาย ภายใต้รูปแบบกิจกรรมจิตอาสา เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน พร้อมเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้พื้นที่ “เขาคูหา” เป็นพื้นที่นำร่อง และขยายพื้นที่ปลูกไปยังพื้นที่ต่างๆ อาทิ พื้นที่ป่าทรุดโทรม พื้นที่สาธารณะ สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด มัสยิด ทั่วทั้ง 16 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวโดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลร่วมกันให้ต้นไม้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และเทิดพระเกียรติอันเนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคล

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.