🌟 ก้าวที่หยัดยืนเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน

จากก้าวแรกสู่ก้าวที่ 57 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทุกองคาพยพในองค์การยังคงมุ่งมั่นดำเนินภารกิจในฐานะองค์การหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศไม่เคยแปรเปลี่ยน จากจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเพื่อวางรากฐานของประเทศ สู่การพัฒนาองค์การเพื่อให้ก้าวทันทุกความเปลี่ยนแปลงของทิศทางโลก พร้อมมุ่งสู่การพัฒนาเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

⚡ ก้าวแรกของ กฟผ. เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2512 ด้วยกำลังผลิตไฟฟ้าเพียง 908 เมกะวัตต์ และในปีที่ 57 กฟผ. มีกำลังการผลิต 15,155.02 เมกะวัตต์ ดูแลกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ 48,852.11 เมกะวัตต์ รวมถึงพัฒนาและควบคุมระบบส่งไฟฟ้า 40,659.613 วงจร-กิโลเมตร ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ลำเลียงพลังงานไฟฟ้าไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ

🌱 เสริมความมั่นคงทางพลังงาน เดินหน้าพลังงานหมุนเวียน

กฟผ. ร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. หลายพื้นที่ อาทิ

☀️ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก กำลังผลิต 778 เมกะวัตต์

☀️ เขื่อนศรีนครินทร์ กำลังผลิต 770 เมกะวัตต์

☀️ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 90 เมกะวัตต์
รวม 1,638 เมกะวัตต์

💧 อีกทั้งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนหลายพื้นที่ เพื่อใช้ทรัพยากรน้ำที่ระบายจากเขื่อนชลประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ กำลังผลิต 2.5 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569 นี้
🔬 นอกจากนี้ กฟผ. ยังแสวงหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่มีความยั่งยืน เช่น การศึกษาและพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนีย การผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า มีความปลอดภัยสูง และมีต้นทุนที่แข่งขันได้

🔌 พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย รองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต

กฟผ. เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพระบบพยากรณ์ของศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) และศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center)

🔋 เดินหน้าระบบกักเก็บพลังงาน เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า

กฟผ. พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานหมุนเวียนได้อย่างทันท่วงที โดยปัจจุบัน กฟผ. มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับที่เดินเครื่องแล้ว 3 แห่ง ได้แก่

💧 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์

💧 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก กำลังผลิต 171 เมกะวัตต์

💧 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์

และอยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติเพิ่มเติม คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี อยู่ระหว่างเตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ภายในปี 2569 นี้

🌍 ทุกก้าวของ กฟผ. เพื่อสังคมและโลกที่ยั่งยืน

♻️ กฟผ. ส่งเสริมนวัตกรรมการนำวัตถุพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อาทิ คอนกรีตจากเถ้าลอย ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินจากฮิวมิค และการแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิด ESG

🚗 กฟผ. เดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันเปิดให้บริการสถานีชาร์จ EleX by EGAT และสถานีพันธมิตรในเครือข่าย EleXA เกือบ 500 สถานีทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น

🏷️ กว่า 30 ปี ที่ กฟผ. เดินหน้าฉลากเบอร์ 5 และในปี 2569 ได้ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ยกระดับ ฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 คูณสอง ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นกว่า 40 ประเภท ช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าประหยัดพลังงานได้ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้น

✨ ตลอด 57 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ยังคงสถานะรากฐานที่แข็งแกร่งของระบบไฟฟ้าไทย และพร้อมก้าวอย่างมั่นคงต่อไปสู่อนาคต เพื่อยกระดับพลังงานไฟฟ้าและคุณภาพชีวิตชุมชนไทยให้มั่นคงอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ “กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย”

EGAT #กฟผ #57ปีกฟผ #พลังงานสะอาด #NetZero #GridModernization #ฉลากเบอร์5 #CircularEconomy #ความมั่นคงทางพลังงาน

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.