วันนี้ (10 ส.ค.68) พระเทพวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสงขลา เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง เป็นประธานสงฆ์ พล.ต.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีตักบาตรพระ 10,000 รูป นานาชาติ ปีที่ 22 ทำความดีเพื่อแม่ เพื่อพ่อ ณ ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ใจกลางนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับเกียรติจากนายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวให้การต้อนรับเป็นภาษาอังกฤษ นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวให้การต้อนรับเป็นภาษาไทย จากนั้นพุทธศาสนิกชนได้พร้อมใจกันกล่าวคำแสดงตนเป็นพุทธมามกะ กล่าวคำอาราธนาศีล 5 นั่งสมาธิเจริญภาวนา ถวายสังฆทาน ถวายไทยธรรม พิธีมอบข้าวสารอาหารแห้งแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

การจัดตักบาตรพระนานาชาติ 10,000 รูป ในปีนี้นิมนต์คณะสงฆ์จาก 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยได้นิมนต์มาจาก 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมด้วย พระสงฆ์จากวัดพระธรรมกาย โดยการสนับสนุนของกองทัพภาคที่ 4 ,มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ ,กองพลพัฒนาที่4 ค่ายรัตนพล จังหวัดสงขลา , ฐานทัพเรือ สงขลา ทัพเรือภาคที่2 , กองบิน 56 จังหวัดสงขลา, จังหวัดสงขลา ,สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา, สำนักงานตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่, เทศบาลนครหาดใหญ่ ,อำเภอหาดใหญ่ ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงาน หาดใหญ่จังหวัดสงขลา

มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ทำความดีเพื่อแม่ เพื่อพ่อ สร้างความเข้มแข็งทางศีลธรรม ส่งเสริมภาพลักษณ์ของนครหาดใหญ่ ให้เป็นนครแห่งเมืองบุญกุศล รวมพระสงฆ์หลากนิกาย สร้างความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พ่อค้าประชาชนในท้องถิ่น เป็นแบบอย่าง ให้กับอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ นับว่าเป็นงานท้องถิ่น เพื่อคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง เป็นการสร้างมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ให้คงอยู่คู่กับเมืองหาดใหญ่ตลอดไป โดยข้าวสารอาหารแห้งส่วนหนึ่งมอบช่วยเหลือคณะสงฆ์ ทหาร ตำรวจ ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

โครงการตักบาตรพระใจกลางนครหาดใหญ่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2544 ในช่วงที่เกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ เพื่อที่จะเยียวยา สร้างขวัญกำลังใจให้แก่พี่น้องในภาวะทุกข์ยากของชาวหาดใหญ่ โดยอาราธนาคณะสงฆ์ในจังหวัดสงขลามาเป็นเนื้อนาบุญ จำนวน 500 รูป ซึ่งผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนั้น ทำให้เกิดแรงศรัทธาตอบรับของประชาชนเป็นจำนวนมากและเพิ่มจำนวนพระเป็น 1000 รูป 2500 รูปและเป็น 10,000 รูป ตามลำดับต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 22

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.