(5 ก.ค. 2568) จากกรณีที่กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์บางคนออกมาระบุชัดว่า “ใครรับมติพรรคไม่ได้ก็ลาออกไป” ล่าสุด นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ปล่อยผ่านในประเด็นดังกล่าว พร้อมตอกกลับทันทีว่า สิ่งที่ต้องถามไม่ใช่แค่ว่าใครรับหรือไม่รับมติพรรค แต่ต้องย้อนดูว่า คนพูดเคยขัดมติพรรคหรือเปล่าและมตินั้นชอบด้วยข้อบังคับของพรรคจริงหรือไม่

“เลือดแท้ประชาธิปัตย์ รับมติพรรคได้อยู่แล้ว แต่ถ้ามันเป็นมติที่เกิดจากการรวมกลุ่มของคนบางกลุ่ม ชอบใช้อำนาจสั่งซ้ายหันขวาหัน แล้วบังคับยัดเยียดให้คนอื่นต้องทำตาม แบบนั้นไม่ใช่มติของพรรค แต่เป็นมติของโจร”

นายนิพนธ์ยังตั้งคำถามสำคัญว่า พรรคประชาธิปัตย์มีข้อบังคับกำหนดไว้ชัดเจนในการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง การเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องผ่านการพิจารณาของกรรมการบริหารแล้วจึงนำรายชื่อทีืผ่านคณะกรรมการบริหารเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการบริหารกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค แต่การเสนอชื่อครั้งล่าสุด กลับไม่มีขั้นตอนใดที่เป็นไปตามกติกาที่กำหนดในข้อบังคับพรรค โดยเฉพาะในข้อ 96 (2)

“ประชาธิปัตย์ดั้งเดิม ที่ผมรู้จัก ไม่ใช่พรรคที่ใครจะใช้อำนาจสั่งการรวบรัดแล้วบอกให้ปฎิบัติ ไม่มีการกลั่นกรอง ไม่มีการประชุมที่ครบถ้วนตามระเบียบ แล้วบอกว่านี่คือมติพรรค นี่มันมติเฉพาะกิจของบางกลุ่ม ไม่ใช่ประชาธิปไตยในพรรค”

นายนิพนธ์ ย้ำว่า ผู้บริหารพรรคการเมืองต้องยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง ต้องปฎิบัติตามกฎหมายพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรค ไม่ใช่ใช้อำนาจเฉพาะกลุ่ม ตามอำเภอใจพร้อมเตือนว่า ถ้าใครเอาคำว่า “มติพรรค” มาใช้ข่มคนอื่น โดยไม่สนว่าตัวเองได้ปฎิบัติถูกต้องตามข้อบังคับแล้วหรือไม่อย่ามาริบังอาจบอกให้คนอื่นทำตามมติที่ตัวเองกำหนด เพราะผู้บริหารพรรคเองกำลังทำผิดกฎจริยะธรรมของพรรค

“ถ้าเรายังใช้มติแบบนี้เล่นงานคนเห็นต่าง แล้วบอกว่าคือวินัยพรรค นั่นมันไม่ใช่การสร้างเอกภาพ แต่มันคือการใช้พรรคเป็นเครื่องมือ ทำลายคนที่เห็นต่างกับตน ใครที่คิดแบบนี้ต่างหากที่ควรทบทวนตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่ไล่คนอื่นให้ออกจากพรรค ซึ่งแม้จะไม่ไล่สมาชิกก็ทยอยออกกัน จะหมดอยู่แล้ว” นายนิพนธ์ กล่าว

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.