บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)
ครบรอบการดำเนินงาน 36 ปี ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) 26 สิงหาคม 2567
ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) 1 ใน 6 ท่าอากาศยานภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย
จำกัด (มหาชน) ปีนี้ครบรอบการดำเนินงาน 36 ปี พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 37 ทหญ. มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพการ
ให้บริการ และการรักษาความปลอดภัย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดี การเดินทางที่ประทับใจแก่ผู้ใช้บริการ
ทหญ. เป็นผู้ดำเนินการสนามบินสาธารณะที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศ
ไทย (กพท.) โดยมี นายชูวิทย์ พันธุ์เณร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ผหญ.) นางสุมณฑา เพ็ชราภรณ์
รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ด้านสนับสนุนธุรกิจ) (รหญ.(สธ.)) นายนพพร พยัพไพร รองผู้อำนวยการ
ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ด้านปฏิบัติการและบำรุงรักษา) (รหญ.(ปร.)) โดยมีผู้บริหาร พนักงานและลูกจ้าง ณ ทหญ.
จำนวนรวม 342 คน
ทหญ. เป็นจุดเชื่อมการเดินทางทางอากาศเส้นทางบินภายในประเทศสู่ 5 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ของไทย
ได้แก่ สงขลา สตูล นราธิวาส ยะลา และปัตตานี รวมถึงเส้นทางบินระหว่างประเทศ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย และ
สิงคโปร์ มีสายการบินที่ให้บริการ ณ ปัจจุบัน จำนวน 7 สายการบิน ได้แก่ สายการบินไทย, สายการบินนกแอร์,
สายการบินบางกอกแอร์เวย์, สายการบินไทยไลอ้อนแอร์, สายการบินไทยแอร์เอเซีย, สายการบินสกู๊ต และสายการ
บินไทยเวียตเจ๊ตแอร์ นำผู้โดยสารเดินทางสู่ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, เชียงใหม่, ภูเก็ต, อุดรธานี, กัวลาลัมเปอร์ และ
สิงคโปร์
ในด้านผลการดำเนินงานและปริมาณการจราจรทางอากาศในภาพรวมรอบ 10 เดือน (ตุลาคม 2566 –
กรกฎาคม 2567) มีจำนวนเที่ยวบินรวม 16,342 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ จำนวน 1,649
เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 27.34% และเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 14,693 เที่ยวบิน ลดลง 10.16% หรือมีจำนวน
เที่ยวบินเข้า-ออกเฉลี่ย 54 เที่ยวบิน/วัน เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีเที่ยวบินเข้า-ออก 60 เที่ยวบิน/วัน
ลดลงคิดเป็น 10.00% และในส่วนของการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทหญ. มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมเชิงพาณิชย์
จำนวนทั้งหมด 86 พื้นที่ จัดสรรแก่ผู้ประกอบการแล้ว 55 พื้นที่ และยังคงมีพื้นที่ว่างคงเหลือสำหรับผู้ประกอบการ
ที่สนใจเช่าพื้นที่อีกจำนวน 31 พื้นที่
-2-
เพื่อการก้าวสู่การเป็นท่าอากาศยานที่ดีในระดับสากล ท่าอากาศยานหาดใหญ่ คณะกรรมการ ทอท. ได้ให้
ความเห็นชอบในการเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน เพื่อรองรับความสามารถในการให้บริการ โดยการ
พัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งปรับปรุงเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อลดความแออัด เพิ่มความสะดวกสบาย
รวดเร็ว ปลอดภัย แก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ โดยดำเนินการแผนพัฒนาซึ่งมีความคืบหน้าดังนี้









  • โครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ
  1. ปรับปรุงจุดรับฝากอาวุธหน้าอาคารผู้โดยสาร
  2. งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารชั้น 2 ทหญ.
    2.1 ปรับปรุงสำนักงานสายการบินบริเวณพื้นที่ชั้น 2 ทหญ.
    2.2 ปรับปรุงห้องจำหน่ายบัตรโดยสารและสำนักงานสายการบิน
    2.3 ปรับปรุงห้องรับรอง VIP
    2.4 ปรับปรุงสำนักงานส่วนราชการ
    2.5 ปรับปรุงห้องผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ และระหว่างประเทศ
  • โครงการก่อสร้างอาคารจอดรถยนต์ ณ ทหญ.
    เป็นอาคารจอดรถ 5 ชั้น สามารถให้บริการได้จำนวน 1,500 คัน
  • งานปรับปรุงถนนทางเข้า – ออก พร้อมป้อม 1 งาน
    ตามที่กรมทางหลวง (ทล.) มีโครงการขยายถนนทางหลวงหมายเลข 4135 ทางเข้าสนามบินจาก 4 เลน
    พร้อมย้ายป้อมรักษาการณ์ไปยังตำแหน่งใหม่เพื่อรับรองกับการจราจรที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด
    บริเวณทางเข้าสนามบิน
  • โครงการปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์
    เป็นการปรับปรุงเพื่อการใช้รับรองผู้โดยสารที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดย
    ปรับปรุงให้มีการใช้งานเช่นเดียวกับอาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศและเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ
    กพท. และลดความแออัดภายในอาคารผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์
  • โครงการปรับปรุงด้านกายภาพในเขตการบิน
    เพื่อลดทอนสิ่งกีดขวางในเขตแนวร่อนและลดจำนวนสัตว์อันตรายในเขตการบิน ด้านหัวทางวิ่ง 08 แล้ว
    เสร็จ (ปีงบประมาณ 66)
  • โครงการปรับปรุงด้านกายภาพในเขตการบิน
    ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการด้านหัวทางวิ่ง 26
  • โครงการปรังปรุงด้านกายภาพในเขตการบิน
    งานซื้อพร้อมติดตั้ง Precision Approach Path Indicator (PAPI) เพื่อทดแทนของเดิมที่เสื่อมสภาพ
    ซึ่งติดตั้งบริเวณหัวทางวิ่ง 08-26 เป็นไฟที่ช่วยให้นักบินใช้สังเกตขณะนำเครื่องร่อนลงสู่สนามบินในมุมที่ถูกต้อง
    ซึ่ง ทหญ. ได้ส่งรายละเอียดให้ กพท. พิจารณาโดย กพท. ได้ตอบหนังสือกลับตามหนังสือที่ กพท. 09/2573 วันที่
    15 มี.ค.67 ให้ ทหญ. ดำเนินการแก้ไขความลาดชันในจุดที่ติดตั้งซึ่งในข้อกำหนดของสัญญาจ้างไม่ได้ระบุการแก้ไข
    -3-
    ดังกล่าวซึ่งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุพิจารณาแล้วไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้รับจ้างแต่อย่างใด โดยคณะกรรมการฯ
    จะประสาน ส่วนงานมาตรฐานเพื่อประสาน กพท. ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
    นอกจากนี้ ทหญ. ยังได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ได้แก่ เครื่องเช็คอินด้วย
    ตัวเองอัตโนมัติ (Common Use Self Service:CUSS) และระบบตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้โดยสาร (Passenger
    Validation System : PVS) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยในการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้โดยสาร โดยใช้ระบบ
    Biometric ระบุตัวตนผู้โดยสาร โดยทำการลงทะเบียนข้อมูลส่วนบุคคลและสแกนใบหน้า Face Recognition ที่จุด
    ให้บริการ Counter Check-in หรือใช้งานผ่านระบบเช็คอินด้วยตัวเองอัตโนมัติ หลังจากนั้นผู้โดยสารสามารถนำ
    ข้อมูลใบหน้าที่ได้ทำการลงทะเบียนมาใช้บริการ ณ จุดให้บริการระบบตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้โดยสาร (PVS)
    ณ จุดตรวจความปลอดภัยก่อนเข้าพื้นที่ห้องพักผู้โดยสารขาออก โดยการแสกนใบหน้า หรือการสแกน Boarding
    Pass รวมถึง E-Boarding Pass วางลงบนเครื่องเพื่อทำการตรวจสอบ และระบบฯ จะทำการอ่านตรวจสอบข้อมูล
    การเดินทางของผู้โดยสาร และผู้โดยสารจะต้องผ่านการตรวจสอบอีกครั้งที่ประตูขึ้นเครื่องโดยแสกนบัตรหรือการ
    สแกนใบหน้า ซึ่งจะทำให้การคัดกรองผู้โดยสารเป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยำ สะดวกและปลอดภัย ซึ่งเป็นการเพิ่ม
    ประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้โดยสารและยกระดับมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยและช่วยลดระยะเวลารอคอย
    ของผู้โดยสารขาออก ณ ท่าอากาศยานหาดใหญ่
    และเพื่อยกระดับคุณภาพบริการแก่ผู้โดยสาร ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ยังได้เข้าร่วมโครงการในระดับสากล
    ได้แก่
  • โครงการจัดอับดับคุณภาพการให้บริการท่าอากาศยาน Airport Service Quality (ASQ)
  • โครงการ Customer Experience Accreditation ของ ACI (Airport Council International) เพื่อ
    พัฒนาคุณภาพการบริการสู่ความเป็นเลิศในการจัดการประสบการผู้ใช้บริการ ปัจจุบัน ทหญ. ได้รับการรับรองจาก
    โครงการในระดับที่ 1 (Level 1) โดยผ่านการฝึกอบรมและการประเมินผลแนวทางปฏิบัติและมีการใช้ข้อมูล ASQ
    Survey มาใช้ประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานของท่าอากาศยาน เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดสำหรับผู้มาใช้
    บริการ
  • เตรียมตัวรับการประเมินจาก Skytrax ภายใต้โครงการ World Airport Audit ในเดือน ต.ค.67 เพื่อ
    ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของท่าอากาศยาน และหาแนวทางการปรับปรุงการให้บริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์
    เดินทางของผู้โดยสารและพัฒนาด้านการให้บริการของท่าอากาศยานให้ได้มาตรฐานสากล
    นอกจากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ทหญ. ยังได้รับการรับรองและได้รับรางวัลผลงานด้าน
    อาชีวอนามัยและความปลอดภัยดังนี้
  • ได้รับการรับรองระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ตามมาตรฐาน ISO 45001:2018
    (ปี 2567 สามารถรักษาสถานภาพการรับรอง โดยใบรับรองมีอายุตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.66 – 9 ต.ค.69 )
  • รางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ
    ทำงาน ประจำปี 2567 ระดับประเทศ (ระดับทอง ปีที่ 4)
    -4-
  • ใบประกาศเกียรติคุณ กิจกรรมการรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ ประจำปี 2567
    (Zero Accident Campaign 2024) โล่รางวัล ระดับทองแดง
  • ใบประกาศเกียรติคุณ GLP (Good Labour Practices) เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้นำแนวปฏิบัติการใช้
    แรงงานที่ดี ไปใช้ในการบริหารกิจการ (ระยะเวลารับรอง ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.66 – 31 ก.ค.68)
    นอกจากนนั้น ทหญ. ยังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการจัดโครงการต่าง ๆ ร่วมกับผู้ประกอบการภายในท่า
    อากาศยานหาดใหญ่ จนได้รับการรับรองที่เป็นมาตรฐานด้านการให้บริการแก่ ลูกค้าและผู้ใช้บริการ ดังนี้
  • รางวัลสำหรับผู้ประกอบการภายใน ทหญ. มาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหาร “อาหารสะอาด รสชาติ
    อร่อย” Clean Food Good Taste Plus (CFGT+) ระดับดีมาก ตามหลักเกณฑ์การประเมินของกรมอนามัย
    กระทรวงสาธารณสุข
  • รางวัลสำหรับผู้ประกอบการภายใน ทหญ. มาตรฐานศูนย์เวลเนส (Wellness Center) และมาตรฐาน
    อาหารเป็นยา ตามเกณฑ์การประเมินของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
    ทหญ. มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความตระหนักถึงการให้บริการ เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของผู้ใช้บริการ และ
    ผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนดำเนินการตามนโยบายที่สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ
    ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาด้านเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา และดำเนินกิจการภายใต้หลักธรรมาภิบาล
    ด้วยความโปร่งใส ควบคู่ไปกับความผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน เพื่อการพัฒนาและเติบโตด้วยกันอย่าง
    ยั่งยืน

ติดตามข่าวสารได้ทาง
มหานครหาดใหญ่ นิวส์
www.metro915news.com
ลงโฆษณาโทร0988796292

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.