(31 พฤษภาคม 2569) เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดสงขลาและสตูล เข้าร่วมกิจกรรมพบปะสื่อมวลชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจัดโดย ศอ.บต. ณ ห้องประชุม ที อาร์ ร็อค ฮิลล์ โฮเทล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมพบปะผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ พร้อมด้วยนางมุจรินทร์ ทองนวล ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 6 และนายจรัส บำรุงเสนา ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (กรมประชาสัมพันธ์) เข้าร่วมกิจกรรม

Screenshot

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวเชิญชวนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม พร้อมยืนยันว่า ศอ.บต. ยินดีสนับสนุนข้อมูลข่าวสารและประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อนำไปเผยแพร่สู่ประชาชนในวงกว้าง

เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการพัฒนาพื้นที่เท่านั้น แต่คือการสร้างภาพลักษณ์และมุมมองเชิงบวกให้ผู้คนได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ ผ่านการนำเสนอเรื่องราวด้านอาหาร วิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะช่วยลดภาพจำเดิม ๆ และสร้างความประทับใจให้กับผู้คนได้มากขึ้น

“อยากชวนทุกคนมาแข่งกันเล่าเรื่องดี ๆ ของบ้านเรา เพราะเมื่อเรื่องดีถูกส่งต่ออย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเข้าใจและภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างแน่นอน” เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าว

ด้านนายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา ประธานองค์กรภาคีเครือข่ายวิทยุภาคประชาชนแห่งประเทศไทย เสนอให้ ศอ.บต. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ การท่องเที่ยว และพหุวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ เห็นว่าพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาหารท้องถิ่น วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่ยังมีภาพจำบางส่วนที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว จึงอยากให้มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้ว่าพื้นที่ชายแดนใต้เป็นจุดหมายปลายทางที่มีเสน่ห์ น่าเที่ยว และพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนอย่างปลอดภัย พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของพื้นที่ต่อไป

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.