📍📸กิจกรรมพบปะพัฒนาสัมพันธ์สื่อมวลชน เสริมสร้างความร่วมมือด้านการสื่อสารในพื้นที่ชายแดนใต้ จังหวัดสงขลา ประจำปีงบประมาณ 2569 “แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความเข้าใจ และกระชับความร่วมมือ สร้างสรรค์ข่าวสารที่ถูกต้อง”.วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 19.00 น. ที่ โรงแรมเซาท์เทิร์น แอร์พอร์ต หาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พลตรี ภูมเดชา พ่วงเจริญ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 พร้อมด้วย พันเอก วาทยุทธ ชูช่วย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสงขลา (ฝ่ายทหาร) ร่วมกิจกรรม “พบปะพัฒนาสัมพันธ์สื่อมวลชน เสริมสร้างความร่วมมือด้านการสื่อสารในพื้นที่ชายแดนใต้“ จังหวัดสงขลา ประจำปีงบประมาณ 2569 ประสานความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้าใจทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมไปถึงต่างประเทศ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความเข้าใจ และกระชับความร่วมมือกับสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติสุขและความเข้าใจในพื้นที่โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานพร้อมด้วย พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าคณะผู้บังคับบัญชา, หัวหน้าส่วนราชการ,และสื่อมวลทุกแขนงในจังหวัดสงขลา เข้าร่วมกิจกรรมฯ.โอกาสนี้ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กล่าวพบปะสื่อมวลชนว่า ท่านคือสื่อมวลชนที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่มีส่วนร่วมในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สื่อทุกคนถือเป็นผู้ที่เข้าถึงรากหญ้า เข้าถึงความต้องการของพี่น้องประชาชน และสะท้อนสิ่งเหล่านั้นไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสะท้อนมุมมองของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และการมีส่วนร่วมในการสร้างสันติสุขขององค์กรสื่อมวลชนให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการนำข้อเสนอข้อมูลข่าวสารให้เข้าใจที่ถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำฝากถึงการทำงานของสื่อมวลชน กับการเข้ามามีบทบาทช่วยลดการนำเสนอข่าวสารที่เป็นข่าวบิดเบือน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป..//

ByKasima

เม.ย. 1, 2026

By Kasima

ใส่ความเห็น

ประเด็น

EGAT x Mission to Sustainability.กฟผ. คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดของเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงเร่งเดินหน้ายกระดับระบบพลังงานของประเทศด้วยการ เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม.1️⃣ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกฟผ. เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากประสบความสำเร็จจากการนำร่องที่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี.2️⃣ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเดินหน้าโดยการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower: PSH) ที่เป็นแบตเตอรี่พลังน้ำ ต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 เขื่อนภูมิพล จ.ตาก📌 เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี📌 โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา.ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ📌 สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี📌 โครงการสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน.3️⃣ พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย (Grid Modernization)กฟผ. ได้มีการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง และ AI มาคำนวณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมล่วงหน้า.กฟผ. พร้อมเดินหน้าสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน 💚.

🌍⚡ ในวันที่โลกมุ่งสู่ Net Zero Emissions ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้พลังงานสะอาด.💡 SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตไฟฟ้า 🌱.🔋 จุดเด่นคือใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม ในปริมาณน้อย แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล เติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียวสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องราว 2 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG.สำหรับประเทศไทย SMR อาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการเติบโตของ AI, Data Center, ระบบขนส่งไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน.